Pages

Tuesday, November 10, 2015

วันที่สี่ ทำอะไรกันบ้างนะ



สวัสดีครับผมชื่อโยชินะครับ ขออนุญาตจั่วหัวไว้ก่อนเลยว่า กระทู้นี้ไร้สาระแน่นอน เราจะมาดูกันว่าผ่านไปสี่วันของการมาทัศนศึกษานอกสถานที่ (ฟังดูเหมือนเด็กประถมดีแฮะ) ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ มีเรื่องอะไรแปลก ๆ หรือเป็นสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ้าง

มาเริ่มที่วันนี้กันดีกว่า (9 พ.ย. 2558) เช้าวันนี้พวกเราตื่นกันตั้งแต่หกโมงครึ่ง ซึ่งไม่ทราบว่าจะรีบตื่นทำไม ผมและพี่โอมมี่ก็เดินออกมาสูดอากาศตอนเช้ากันหน้าที่พัก ที่ซึ่งทุกคนลงรูปไว้แล้วแน่นอน แต่ผมก็จะลงอีกเพราะผมอยากลง (ฮ่า ๆๆๆๆ)  

 

 

ครับผม นี่ที่พักขอพวกเราเอง Urban Holiday Lofts (ในห้องน้ำนางเขียนเป็น Urban Ole day Lofts บ้าง Urban Whole E. Day Lofts บ้าง เล่นคำได้น่ารักดี) พี่โอมมี่พาผมมาดูต้นแอปเปิ้ลของเขา ซึ่งพี่เขาบอกว่าถ้าไม่ติดว่าเป็นต้นไม้ส่วนตัวของคนอื่น เขาจะเก็บกินให้หมดเลย ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นลูกแอปเปิ้ลเขียว ๆ เต็มต้นไปหมดเลย และยังมีที่ตกบนพื้นอีกมากมาย  

 

ต้นแอปเปิ้ลของพี่โอมมี่ (มโน)

ส่วนโปสเตอร์นี่ผมอยากไปดูมาก แต่พอดูวันแสดงก็ต้องจ๋อย เพราะอาจจะไม่ได้ดู

หลังจากสำรวจรอบ ๆ ที่พัก (เพิ่งมาทำวันนี้เนี่ยนะ!) จากนั้นผมกับพี่โอมมี่ก็กลับมาทานอาหารที่ชั้น 4 ของที่พัก และพี่ภานุก็กลับมาจากวิ่งตอนเช้าพอดี เดี๋ยวนะพี่!! อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส พี่ยังจะออกไปวิ่ง ผมละยอมใจพี่เลย เรากลับกันมาในห้องเพื่อเตรียมตัวและนัดหมายกันเล็กน้อย แลดูเคร่งเครียดกันมาก 


 

ไปต่อกันที่โต๊ะอาหารกันนะครับ ทั้ง ๆ ที่มีแค่ ขนมปังรูกลวง? (มันเหมือนโดนัท) กับแยมสตรอเบอร์รี่ แยมองุ่น ชีสครีม ซีเรียลหลายแบบ นมสด ชา และกาแฟ แต่ทุกคนก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์บุฟเฟต์ ทานกันแบบไม่มีใครยอมใคร และนี่ก็คือสีหน้าหลังการทานครับ

 

สบายจ้า

ยังไหวอยู่นะ

ผ่านไปสักพัก ดูโฟนลิ้งค์สิครับ คุณคิดว่าเขากำลังทำอะไร

พี่สปีกฝากบอกว่า เหอะ สบาย ๆ ค่ะ

แหม แต่ละคนอิ่มหนำมีความสุขกันจริง ๆ นะครับ เมื่อเราทานกันเสร็จ อาจารย์มดแดงก็พาพวกเรามุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟใกล้บ้าน Damen (ไม่ใช่ Demon นะ แหม เอาซะฮาโลวีนเลย) ไปลง Washington (ไม่ใช่ Washington D.C. นะ) แล้วก็นั่งรถเมล์สาย 29 มุ่งหน้าไปยัง Navy Pier ผมชอบที่นี่ตรงที่ซื้อบัตรใบเดียวนั่งได้ทั้งรถไฟฟ้าและรถเมล์ ไม่เหมือนบางประเทศที่ยังแยกกันอยู่นั่งก็ยากลำบาก แถมยังไม่สะอาดด้วย (อุ๊บส์) เมื่อเรามาถึง Navy Pier แล้ว เด็ก ๆ ก็ตื่นเต้นกับการถ่ายรูปกันใหญ่

 

คุยอะไรกันครับ? 

เอิ่มโฟนลิ้งค์

ลืมบอกนะครับ ว่าถ้าเรื่องวิวสวย ๆ นั้น ต้องยกให้พี่โอมมี่ ส่วนผมชอบมองดูคนอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การตอบสนองต่อสิ่งใหม่ ความเปิ่น โก๊ะ หรือทำอะไรขำ ๆ ต่างแดนซะมากกว่า มันทำให้เรารู้สึกว่าได้เห็นถึงการผ่อนคลายและการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจเยอะแยะเลย เอ้า กลับมาครับ กลับมาที่ Navy Pier ผมพร้อมจะขึ้นชิงช้าแล้ว ผมรีบเดินดุ่ม ๆ ขึ้นไปข้างบนเพื่อจะไปต่อแถวขึ้นชิงช้า แล้วจึงพบว่า 

 

ตึงงงงงงง ปิดซ่อมค่ะ บาย

ไม่เป็นไร ถ่ายรูปเล่นเอาละกัน ชมบรรยากาศริมทะเลสาบกับอากาศเย็น ๆ แดดอุ่น ๆ ผมไม่เคยรู้สึกว่าแสงแดดเป็นมิตรกับผมมากขนาดนี้มาก่อน ถ้าที่เมืองไทยนะ ผมวิ่งเข้าที่ร่มไปแล้ว

 

ผมทำได้แค่นี้จริง ๆ

โฟนลิ้งค์โดนคนแรก

แล้วก็น้ำผึ้ง แฮ่!

อาจารย์ตกใจอะไรครับ

พอแล้วครับ ก่อนผมจะโดนเตะ (จริง ๆ คือโดนไปแล้ว) ครับเราไปหาอะไรทานดีกว่า มาที่นี่แนะนำให้เอาขวดน้ำมานะครับ เพราะเขามีให้เติมน้ำฟรีหลายที่เลย ประหยัดได้เยอะ โอยหิว ขี้เกียจเลือกเมนูแล้ว เอาเป็นฟาสท์ฟู้ดก็แล้วกัน เร็วดี ทุกคนก็ไปสั่งกันคนละชุดในร้าน Chick-fil-A แล้วได้ทานเบอร์เกอร์สมใจ ผมชอบการตลาดของร้านนี้นะ โฆษณาน่ารักดี 

 

นั่น ไก่ซวยอีก

อ้อ แล้วก็มีเพื่อนผมคนหนึ่งครับ ขอไม่บอกชื่อนะครับ เขาชื่อโฟนลิ้งค์ ได้เมนูพิเศษมา เชิญชม

 

 

นางสั่งว่า มีล (Meal) แต่ไม่รู้ออกเสียงอย่างไร พนักงานได้ยินว่า มิ้ลค์ (Milk) จ้ะเพื่อน แล้วมันก็ไม่แก้ไง ได้นมมากินกะเฟรนช์ฟราย ฮ่า ๆๆๆ   

 

จากนั้น อาจารย์ก็ปล่อยให้เราได้ช้อปปิ้งสปรีกัน หลายคนบอกว่าจะดูเฉย ๆ เดี๋ยวค่อยไปซื้อที่ Outlet ก็แล้วกัน และนี่คือโฉมหน้าผู้ตกรอบ

 

หมายเหตุ: พี่โอมมี่ไม่ได้ตกรอบนะ ผมให้เขาไปนั่งแทนผม เพราะผมตกรอบ 555555555

โอว หมดไปเท่าไหร่กันนี่

จบสิ้นกันไปวันนี้ด้วยสีหน้าของคนที่สติเพิ่งกลับคืนมาหลังจากซื้อของ เราเดินทางกลับด้วยวิธีเดิมคือนั่งรถไฟ และอาจารย์ก็เริ่มไว้ใจให้พวกเรากลับเองแล้ว สบาย ๆ ก่อนกลับแวะ Walgreens อีกรอบ เอ้า เข้าบ้านเถอะ

 

 


วันที่ 9 พฤศจิกายน วันแห่งการช็อปปิ้ง ณ State Street

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ยอมตื่นเช้าเพื่อออกไปถ่ายรูปบรรยากาศช่วงเช้าบริเวณที่พัก แต่มีคนตื่นเช้ากว่าคือพี่นุ ตื่นไปวิ่งจร้า แบบโหดมาก เป็นชุดวิ่งเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น สุดยอดมาก พอเราลงไปข้างล่างที่พัก ก็เจอพี่นุวิ่งกลับมาพอดี ไอ่เราก็นึกว่าหลงไปซะแล้ว เราเดินไปรอบ ๆ ที่พักไม่ไกลมาก กลัวหลง ถ่ายรูปเป็นปกติ แต่วันนี้รถค่อนข้างเยอะ เพราะเป็นวันทำงาน ปกติหน้าที่พักนี่เงียบมากในวันหยุด ยังคิดอยู่ว่า นี่ไม่มีรถวิ่งผ่านซอยนี้หรอ แฮะๆ ที่ไหนได้ วันทำงานนี่มากันเต็มเลย 






ต้นอะไรไม่รู้ รู้แค่ว่าเมล็ดและใบมันสวยมาก ๆ เห็นแล้วชอบเลย คือถนนที่เมืองไทยไม่มีให้เห็นอ่ะ เอาดิ


เดินฝั่งตรงข้ามหน้าบ้าน ไปทางขวาประมาณ 100 เมตร จะเห็นต้นเมเปิ้ลใบกำลังเป็นสีเหลืองแดง คือ ชอบอีกแล้ว ชอบใบไม้ใบนี้มานานแล้ว ก็เลยเดินไป ซึ่งได้ไปพบกับ ต้นแอปเปิ้ลจร้า กรี๊ดมาก เป็นต้นแอปเปิ้ลที่ลูกดกมาก แล้วร่วงอย่างเยอะ นี่อยากเก็บมาก แต่มันเป็นที่ส่วนบุคคล ไม่งั้นนะ ฮึฮึ!!! จะเป็นมนุษย์ลุงเหมือนพี่กานต์เลย เป็นแอปเปิ้ลนี่แบบ เราเคยซื้อกินที่ไทย ลูกประมาณ 7 - 10 บาทเลย คือตื่นเต้นมาก อยากได้ต้นนี้ไปปลูกที่บ้าน ฮ่าาาาาา




รู้สึกเวลาเริ่มล่วงเลยมาไกล ถึงเวลากินข้าว ทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องอาหาร เมื่อเช้าก็แบบเดิมคงไม่ต้องรีวิว เพราะคนอื่นได้รีวิวไปแล้วเรียบร้อย 

ทุกคนแต่งตัว ทานอาหารเช้ากันอย่างเรียบร้อย วันนี้แม่เป็ด (อาจารย์มดแดง) มารับลูกเป็ด (นศ.ดนตรีบำบัด) แค่คนเดียว เพราะพ่อเป็ด (พี่หมี) ทำงานหนึ่งวัน พวกเราก็เดินไปนั่งรถไฟ Blue line สถานี Damen เช่นเดิม แต่วันนี้เราไปลงที่สถานี Warshington เพราะวันนี้พวกเราจะไปเที่ยว Navy Pier กันก่อน สถานีนี้ทางลงจะเป็นห้าง Block Theirty Seven ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็น  Marshall ใหญ่มาก ๆ 




พี่นุขอแวะร้าน Moto สาว ๆ เลยขอแวะร้าน Sephora บ้างซึ่ง พวกเราต้องข้ามไปนั่งรถเมย์สาย 29 ฝั่งโน้น เพื่อไปชม Navy pier  ก็เลยสังเกตว่า โหว แถวนี้เป็นแหล่งช็อปปิ้งนี่นา พอข้ามถนนไปรอรถเมย์ เลยเห็นตึก Marshall ชัดขึ้นไปอีก คือใหญ่มาก









นั่งรถเมย์แป็ปเดียวเอง เพราะนั่งเม้ากันตลอดทางเลย 

และแล้วก็ถึงซักที Navy Pier จร้า ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งเคยเป็นท่าเรือมาก่อน ถ้าอากาศไม่หนาวก็คงไม่อยากมาเท่าไหร่ เพราะแดดค่อนข้างแรงมาก ถึงแดดจะแรงก็หนาวอยู่ดี เอาเข้าจริง วิวสวยมาก ต้นเมเปิ้ลใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแดงแล้วด้วย ตามจริงมีให้ขึ้นเรือออกไปดูวิว แต่งกไง ไม่ขึ้น เดินถ่ายรูปชมบรรยากาศก็คุ้มมาก ๆ ละ ที่ได้มาที่นี่ ส่วนด้านในเป็นร้านอาหารกับร้านช็อปปิ้ง ซึ่งดูแล้วหลาย ๆ คนตื่นเต้นกะร้านค้าพวกนี้มาก น้ำผึ้ง พี่พลอย โฟนลิ้ง จัดป็อปคอน ส่วนเราไม่ได้อยากกินอะไร ก็เลยออกมาถ่ายรูปกับพี่สปี๊ค รวม ๆ แล้ว เอเชียทรีคที่เมืองไทยเหมือนจะน่าเดินกว่าเลย แค่วิวกับอากาสเย็น ๆ สู้ไม่ได้แค่นั้นเอง แต่บอกเลยว่า วิวสวยจริงอะไรจริง 


















เสร็จแล้วเราก็ออกมายืนรอสาย 29 เพื่อกลับไปยังที่เดิมก็คือย้าน State Street เดี๋ยวพ่อเป็ด จะพาแม่เป็ดและลูกๆเป็ดไปกินเบอร์เกอร์ไก่ ที่เรียกได้ว่า ไก่เนื้อนุ่มมาก ๆ คือแค่พูดชื่อก็อยากกินแล้ว ร้านนี้เลย

ซึ่งคนต่อแถวรอเยอะพอสมควร แล้วคนก็มาเรื่อย ๆ


ได้มาแล้ว เบอร์เกอร์ไก่ เรียกได้ว่า อร่อยมาก อร่อยจริง ๆ ในราคา 7$ ก็ยังโอเค ไม่แพงมากเกินไป 

พอกินอาหารกลางวันเสร็จ ถึงเวลาแห่งการช็อปปิ้งที่ทุกคนรอคอย จากเวลาที่กินเสร็จคือ บ่ายโมงกว่า ๆ  ให้เวลาในการเดินช็อปปิ้ง แถวนี้ถึงประมาณบ่าย 3 โฟนลิ้งมีไอเดียในการไปร้าน TJ maxx ทุกคนเลยไปที่นี่หมดเลย ได้ของติดไม้ติดมือกันมาคนละ สอง สาม ชิ้น แต่เรานี่จิ ไม่ได้อะไรเลย เพราะว่า ไม่รู้ว่าราคาที่ไทยมันราคาเท่าไหร่ แล้วก็ไม่มีของที่อยากได้แบบเจาะจงด้วย 

ถึงเวลานัดหมายที่คุยกันว่า พวกเราจะไปช็อปปิ้งที่ outlet กันต่อ ปรากฎว่า ไม่ได้ไปกันจร้า จะอยู่ที่เดิน ทุกคนเลยไปเดินกันต่อ จนถึง 5 โมง ไม่พอขอต่อเวลาไปถึง 6 โมง  แต่เดี๋ยวนะ ได้ข่าวว่าต้องรีบกลับไปจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปยังเมืองแคนซัสพรุ่งนี้เช้ากัน แต่ทุกคนนี่แบบ เมามันกับการช็อปปิ้งมาก ๆ ส่วนเราต้องไปไปรษณีย์ก่อน ไปส่งของให้เพื่อน เสียเวลาไป 40 นาที  ซึ่งตอนแรกไอเราก็มองหาไปเหอะ ไปรษณีย์ป้ายสีแดง ๆ ที่ไหนได้ ป้าสีน้พเงินจร้า แล้วยังอยู่ในตึกด้วยจร้า ใครจะไปเห็น ถ้าไม่เปิดกูเกิ้ลแม็พก็หลงอะ เสร็จภารกิจของตนเองจะไปดูของตัวเองบ้างเจา อ.เกรซ ให้ช่วยเลือกกระเป๋า อ่ะได้ หมดเวลาไปอีก 20 นาที เดินจะไปดูของตนเอง เจอพี่สปี๊คให้ช่วยเลือกเสื้อ หมดเวลาไปอีก 10 กว่านาที ดูไปดูมา เจอโฟนลิ้งบอกว่า ห้าง walgreens มีลดราคาซื้อ 1 แถม 1 โหวววววว เราก็รีบเลยจร้า แต่งงว่าห้างอยู่ไหน คือ งงจริง เหลืออีก 30 นาทีเอง กรี๊ดดดด เรายังไม่ได้อะไรเลย นี่ แม่เป็ดเดินพาไปซื้อ เลยได้ของกลับมาบ้าง แต่เป็นอาหารเสริมทั้งงั้นเลย อิอิ 






 ย้านนี่แหล่งช็อปปิ้งคือดีงาม ได้ของติดไม้ติดมือกันมาคนละหลาย ๆ ชิ้น หน้าตานี่ยิ้มกันใหญ่

ถึงเวลากลับบ้าย ชิคาโห้ยามค่ำคืนก็ สวยเหมือนกัน แสงไฟตามร้านต่าง ๆ แต่ชอบชุดคือป้ายไฟชิคาโก้
ทุกคนลงมัติว่าจะกลับมากินราเมงกัน ก็ซื้อกลับมาช่วยกันทำ พร้อมกับเบคอน ราเมงคำ่คืนนี้ช่างอร่อย จริง ๆ ซึ่งเป็นอะไรที่โหยหามาก จ่ายไปคนละ  1.80$ เอง อิ่มด้วย วันนี้แทบจะไม่มีใครบ่นเลยว่าปวดขา สงสัยลืมตัว เพราะสนุกกับการช็อปปิ้ง ชัวย์เลย ฮ่าาาาาาาาา